16 May 2007

มาหมกมุ่นเรื่องคุณธรรมจริยธรรมกันเถอะ

อ่านบทความนี้แล้ว .... คิดถึงตอนเรียนวิชา ethics
กับอาจารย์จุฑาทิพย์ อุมะวิชนี ตอนปี 4 เทอม 2 ....

(วิชานี้เราได้ C ... เกรดต่ำสุดเท่าที่เคยได้มา ....
นี่ๆมันไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนไม่มีจริยธรรมนะ ...
อาจารย์เค้าเช็คชื่อแล้วเก็บคะแนนคนที่เข้าเรียนทันครึ่งชม.แรกต่างหากหล่ะ
.... เพราะฉะนั้นเรียกเราว่าคนไม่มีความรับผิดชอบ
น่าจะถูกต้องกว่าไม่มีจริยธรรมนะ หึ่หึ่หึ่)

อ่านแล้วอยากให้รุ่นน้องที่เรียนอยู่หรือกำลังคิดจะเรียนได้มาอ่าน ....
เพราะคงเข้าใจอาจารย์แกขึ้นเยอะ .....

นี่คือตัวอย่างเรียกน้ำจิ้ม ...

สมมติว่าวันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเดินชมสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตหรูแห่งหนึ่งอย่างสำราญใจ แล้วเกิดเหลียวไปเห็นผู้หญิงแต่งตัวมอมแมมกระเซอะกระเซิงกำลังแอบหยิบแซนวิชแซลมอนแอนด์คิวคัมเบอร์ทำใหม่สดกัดกินอย่างหิวโหย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เรียกกันว่า “ขโมยของในร้าน” หรือ “shoplifting” ข้าพเจ้าควรจะทำอย่างไรดี

ก่อนอื่น เหตุการณ์นี้สามารถจำแนกเรื่องราวบนสมมติฐานและคำถามได้ดังนี้
ข้าพเจ้ากำลังเกิด moral dilemma หรือความอิหลักอิเหลื่อทางศีลธรรม ซึ่งแปลว่า ข้าพเจ้ากำลังตัดสินใจไม่ได้ระหว่างสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องกับสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ

ผู้หญิงคนนี้เป็นคนยากจน หรือชนชั้นล่างระดับต่ำสุดในสังคมเมือง สันนิษฐานได้ว่าไม่มีเงินซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ และกำลังหิวจัด หรือไม่ก็อยากลองกินของดีๆ ในห้าง
ถ้าข้าพเจ้าเห็นว่าการขโมยของเป็นสิ่งผิดศีลธรรม
(เช่น ผิดศีลข้อ 2 “ห้ามลักขโมย” ของพุทธศาสนา หรือละเมิดหลักศีลธรรมสากลในปัจจุบัน) เพื่อเป็นการจรรโลงศีลธรรมอันดีงามของสังคมและแสดงความเป็นคนดีมีศีลธรรมที่ทนเห็นความชั่วไม่ได้ ข้าพเจ้าควรแจ้งรปภ. ให้มาจับตัวสตรีเหลือขอคนนี้ไปส่งตำรวจเพื่อลงโทษดัดสันดานหรือขังคุกให้เข็ดหลาบหรือทั้งจำทั้งปรับไหม? หรือข้าพเจ้าควรนิ่งเฉยเสียเพราะข้าพเจ้าเกิดคำถามมะรุมมะตุ้มในศีรษะจนขยับตัวไม่ได้?

.................


การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและถลุงทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองในการบริโภคทุกประเภทของชนชั้นล่าง
ชั้น Economy ชั้น Business ชั้น Royal First Class และชั้น Neo-Upper Class โดยขาดความบันยะบันยัง ขาดความรู้สึกผิด ขาดความยับยั้งชั่งใจ—เป็นเสรีภาพส่วนบุคคล

ความไร้มารยาท หยาบคาย เอาตัวเองเป็นใหญ่ ไม่รู้จักให้เกียรติหรือเกรงใจผู้อื่น ไม่ยึดถือกฎกติกา เอาแบบมักง่าย-สะดวก-สบาย-สะใจตัวเองเข้าว่า อยากทำอะไรอย่างไรเมื่อไหร่ก็ทำ แสดงอากัปกิริยาทรามๆ นานัปการ เนื่องจากแยกแยะความ “สถุล” กับ “เท่” ไม่ออก หรือตั้งใจผนวกรวมให้เป็นสิ่งเดียวกันแบบยิงนกนัดเดียวได้ตัวเงินตัวทองสองตัว และหลงเข้าใจผิดหัวปักหัวปำว่า “การไม่รู้จักควบคุมตัวเองและไม่รู้จักคำนึงถึงคนอื่น” คือ “ความเป็นตัวของตัวเอง”—เป็นเสรีภาพส่วนบุคคล

อนิจจา, ในสังคมสมัยใหม่ “เสรีภาพส่วนบุคคล” ที่น่าสลดและน่าสะอิดสะเอียนเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่ภาครัฐและสถาบันอันทรงเกียรติหรือเสื่อมเกียรติใดๆ จะเข้าไปใช้อำนาจควบคุม ปราบปราม หรือลงทัณฑ์ไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่สังคมต้องบ่มเพาะวัฒนธรรมแห่งจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อตัวเอง ผู้อื่น และสาธารณะให้แก่สมาชิกในสังคม


..............................

ซึ่งถ้าหมั่นฝึกได้จนเป็นนิสัย เราก็จะปลง—ปลงความเป็นไปรอบๆ ตัว และปลงตัวเอง

............................


ใครสนใจเข้าไปอ่านเรื่องจริยธรรมเพิ่มเติม(อย่างเมามัน)ได้ที่

http://www.onopen.com/2007/02/1698

มาหมกมุ่นเรื่องคุณธรรมจริยธรรมกันเถอะ
ennui
มุกหอม วงษ์เทศ

No comments: